ครูแหลม...ครับ





ต้อง..บ้า..ด้วยหรือที่ปั่นจักรยานไปปราณบุรี 

(ใช่บ้าแล้วต้องโง่ด้วย)

เช้าวันที่ ๑๔ เมษา ๕๑ รถ(จักรยาน)พร้อม คนพร้อมออกเดินทาง
๑...๒....๓ เก้าโมงกว่าๆ
หลังจากกินข้าว มากกว่าปกติแล้ว เราก็เดินทาง ครูแหลม ครูแป๋ม ครูต้น สามคนครูสอนศิลปะ แต่อวดดี ดื้อด้าน โง่บ้า ใครห้ามก็ไม่ฟัง ....ครั้งหนึ่งในชีวิต....
 เรามักอ้างกับตัวเองเสมอๆ เวลาจะตัดสินใจ ที่จะทำอะไรแล้วโดนทักท้วง

...ออกจากโรงเรียนศิลปะแหลมคม ที่สี่แยกบ้านแขก...อากาศไม่ร้อนนัก พระอาทิตย์หลบอยู่หลังก้อนเมฆ เราปั่นไปพระราม ๒ มุ่งสู่ถนนสายธนบุรี-ปากท่อ รถในกรุงเทพฯไม่มาก โล่งสบาย ผู้คนเดินทางท่องเที่ยว บ้างกลับไปหาครอบครัว ตามภูมิลำเนา...

...ยี่สิบกว่ากิโล เราก็มาถึงปั้มเจท มาพักผ่อน ไม่ได้มาเติมน้ำมัน(ราคาแพง) ปั่นสนุกๆสบายๆ ๒๗-๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง



หนทางยังอีกยาวไกล พักสิบนาทีแล้วปั่นไปต่อ ...ไปเรื่อยๆไม่รีบ มีผู้คนเล่นน้ำตลอดข้างทาง แต่เราขอ...อย่าสาดน้ำเลย เพาะเราไปอีกไกล คนไทยใจดี เราไม่เปียกเลย ตลอดการเดินทาง 

สมาธิดีขึ้น สายตาทอดยาวไปข้างหน้า ไม่รู้สึกเหนื่อย
ปั่นความเร็วคงที่ คอยมองหลังดู ครูแป๋ม ครูต้น ตามมาได้ระยะ เป็นเส้นตรง
ยกน้ำขึ้นดื่ม เป็นระยะเมื่อรู้สึกปากแห้ง และกระหาย...

เราติดไอพอด (เครื่องฟังเพลง) ไปด้วย เราจึงเพลินกับเสียงเพลง...
ระยะทางที่ ห้าสิบกิโล ถึงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน เราส่งสัญญาน มือให้เบารถ และหยุดรถ ที่กลางสะพาน หลายสิบปี ที่ผ่านสะพานนี้ ไม่เคยได้หยุด ...นิ่ง...แล้วมองไปที่แม่น้ำ
ดูเรือประมงลำใหญ่ สายลมพัดเย็นๆ นี่เป็นครั้งแรกของเราจริงๆ ครูแป๋มหยิบกล้องถ่ายภาพคู่ใจ ซื้อด้วยเงินสะสมเล็กๆน้อยอยู่หลายปี จึงจะได้มา ...ถ่ายให้เห็นเรากับเรือด้วยนะ...ครูแหลมสั่ง ...ถ่ายยังไงค่ะ...ครูแป๋มถาม ส่งมาเดี๋ยวครูแหลมถ่ายให้ แล้วคว้ากล้องจากมือครูแป๋ม ตอนนั้น ทั้งสามคนอยู่บนทางเท้า แต่ครูแหลมไม่ได้มองหลังเลย
มองแต่รถใหญ่ที่มุ่งหน้าไปสมุทรสาคร เพราะว่ามีทางรถสามเลนบนสะพานฝั่งที่เรายืนอยู่ ฝั่งขวามือขาเข้าอีกสามเลน แต่มอเตอไซค์วิ่งสวนเลนมา ขณะที่ขาข้างซ้าย ก้าวลงไป เพื่อจะเดินอ้อม สองคน .....พลั่ก...เสียงมอเตอไซค์ชนที่ไหล่ซ้ายครูแหลม มือที่ถือกล้อง กระแทกโดนหน้าอก และกล้องหลุดมือเกือบตกแม่น้ำท่าจีน....ครูแหลมจุก..ก.ก
มอเตอร์ไซค์ เซ...ล้อหลังปัด แต่ก็ขี่ต่อไปอย่างรีบเร่ง โดยไม่ยอมหยุดเลย..ย..
ในตอนนั้นปวดที่ข้อมือด้านนิิ้วก้อย....ครูแป๋มร้องลั่น.....ครูแหลมเป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ
แล้วก็วิ่งผ่านครูแหลมไป .....หยิบกล้องตัวเองขึ้นมาดู...เลนส์แตกเลยค่ะ....ครูแหลมทั้งจุก ทั้งขำ .....ดู่...ดูมันทำนึกว่าเป็นห่วงเรา...



ปั่่นต่อครับ พอลงสะพาน เจอปั๊มน้ำมัน จอดกินข้าวเที่ยง ทำแผลเล็กน้อย มือซ้ายบวม และปวด เหนื่อยและหิว เจ้าของร้าน น่ารักเข้ามาคุยด้วย แต่เราเหนื่อย และยังตกใจอยู่จึงปล่อยให้แกคุยเองเออเอง ....จะขี่ไปไหน กันครับ.. อ๋อมารณรงค์ โลกร้อน...เป็นกำลังใจให้ครับ....แล้วจะสั่งอะไรดีครับ...

เราก็กินกลางวันของเราไปเงียบ ครูแป๋มสีหน้าไม่ดี เมื่อรู้ว่า กล้องต้องส่งซ่อมแน่ๆ

เที่ยงแล้วอากาศร้อนมาก รอสักพักแล้วค่อยๆปั่นต่อไป 

...ค่อยๆคิดว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง




...เราผ่าน อะไรมาบ้าง ตั้งแต่เริ่มคิดว่า จะขี่จักรยาน ไปหัวหิน เราได้แต่คิดเล่นๆว่า

ท่าจะบ้า ...ไม่ได้เป็นนักกีฬา ...ไม่ได้เป็นนักเรียกร้องสิทธิต่างๆนาๆ ...ไม่มีอุดมการณ์

...ไม่ได้จนตรอกไม่มีจะกิน เพียงแต่เป็นความสุข...ทางเลือก 

เราจึงเลือกการขี่จักรยานเพื่อการท่องเที่ยว

มิได้อวดอ้าง...ดัดจริต เพื่อช่วยโลก รักษ์โลกหรือรักษ์สิ่งแวดล้อม 

เราเป็นคนโง่หรือเปล่า(ว่ะ) ....ใช่มรึงโง่ แล้วก็บ้าด้วย เพื่่อนๆตอบ....


เราก็ก็ยังดื้อดึงว่า...มัวแต่กลัว

 ...ที่ฝันไว้ คงไม่ได้ทำมันสักที

สามคนโง่ จึงได้แต่ขอบใจ ขอบพระคุณ พี่น้องทุกท่านที่เป็นห่วง

...ระหว่างทางที่ปั่นไป คิดคำนึงไป

หูก็ฟังเพลงไป แล้วเพลงของคาราวาน ก็มาสะกิดใจเราเข้าไปอีก

...ใกล้ตาไกลตีน...



ไกลโอ้ไกลจากโค้งขอบฟ้า เราจากมาด้วยการก้าวย่าง
จากกลิ่นฟางรอยยิ้มเจ้าเอย ใครเล่าเอย ใครเล่าเคย 
พี่น้องเอ๋ยจะเล่าให้ฟัง 

ตามทิวเขาที่ยาวเหยียดฟ้า
ถามหมู่ปลาลำธารใสสด ถามหมู่มดที่ร้างเลิกรัง
ไกลจากรัง ใจฝากฝัง ฝากเจ้าไว้...ในแผ่นดิน


ดินเคยนอนสะท้อนอุ่นกาย
มองยอดไม้เมื่อยามแรกผลิ ผลิกิ่งรวงเป็นพวงพุ่มใบ


น้ำที่ไหลหลั่งลงจากดอย ใจเจ้าลอยไปสู่ท้องทุ่ง

มุ่งสู่เมืองเฟื่องฟุ้งแปลกตา               


เจ้าเคยยิ้มเคยแย้มเบิกบาน สนุกสนานท่ามกลางผองเพื่อน เคยพูดเตือน

และสนทนา

เจ้าเคยฝันถึงวันที่ดี มาบัดนี้มิอาจพบหน้า ดูใกล้ตาแต่แล้วไกลตีน



แผ่นดินที่หอม แผ่นดินที่ตรอม
จะกอดเจ้าไว้ ยังไออุ่นกัน 
รับเจ้าไว้ยังไปอุ่นกัน ฝันและฝันให้ไกลที่สุด เจ้ามนุษย์จะหวังสิ่งใด


รับเจ้าไว้ยังไออุ่นกัน ฝันและฝันให้ไกลที่สุด เจ้ามนุษย์จะหวังสิ่งใด

(เนื้อเพลงใกล้ตาไกลตีน โดย คาราวาน)

เหนื่อย ....เหงื่อไหล...เข้าไปผสมกับน้ำตา...

คิดถึง วันวาร...วันที่เดินข้ามภูเขา ลูกแล้วลูกเล่า

เดิน...สู้...เพื่ออุดมการณ์...

ดูคนที่เดินด้วยกันสมัยโน้นซิ ...มันเป็นใหญ่ 

เป็นคนชนชั้นปกครอง...ถุย..ย..อุดมกู ทั้งนั้น

......โอ....ความคิดแตกซ่าน นี้เรากำลังสู้กับตัวเอง

สู้กับ จิตใฝ่ต่ำ ท้อแท้ สิ้นหนทาง เหนื่อยและล้าเต็มที พึ่งจะปั่นมาแค่ ๘๐ กว่าโลเท่านั้น

อยากจะหยุด ไม่เอาแล้ว เลิกล้ม โบกรถกลับกรุงเทพดีกว่า กลับไปอยู่กับถนนว่างๆ

นอนดูทีวี กินอะไรเย็นๆ ดูตึกสูงๆที่เงียบ กว่าทุกๆวันในรอบปี ....นี้เรามาทำอะไร

บนถนน ที่แสงแดด แผดร้อน บ่ายสองโมงแล้ว ร้อน..ร้อน...ทำไมมันร้อนขนาดนี้

แรงขาที่เหนื่อยล้า เราปั่นได้ ๑๘-๒๐ กม./ชม. น้ำดื่มในกระติกที่เตรียมมา ก็หมดแล้ว

ไม่มีที่่พัก เห็นแต่นาเกลือ มีแต่เพิงขายเกลือ ......โอ้ยร้อน.....และเหนื่อย...

แรงขาที่เหนื่อยล้า เราปั่นได้ ๑๘-๒๐ กม./ชม. น้ำดื่มในกระติกที่เตรียมมา ก็หมดแล้ว

ไม่มีที่่พัก เห็นแต่นาเกลือ มีแต่เพิงขายเกลือ ......โอ้ยร้อน.....และเหนื่อย...



ครูแป๋ม ครูต้น บนสะพานลอย นาโคก

จิตใฝ่ดี บอกเราว่า..ให้ใช้ปัญญาซิ อย่ามัวแต่บ่น โวยวาย ตีโพยตีพาย ต้องแก้ปัญหา

หาทางออกที่ดีกว่า เราได้เลือก...ที่เดินทางแล้ว...

สายตาเรามองไปที่สะพานลอยคนข้าม เขียนว่า...นาโคก แวะถามแม่ค้าขายเกลือ...

...พี่ครับ ข้ามสะพานลอยนี้ไป อุทยาน ร.๒ ได้หรือเปล่าพี่... 

...ได้ซิ ตรงไปเจอทางรถไฟ ลัดไป สิบกว่าโล... พี่ใจดีส่งสำเนียงท้องถิ่น

...แล้วนี้มาจากไหน ละเนี้ย...  ...โอ้โหกรุงเทพ เลยเหรอ จะไปไหนกัน....

...ไปอัมพวา ครับ... ขอบพระคุณนะครับพี่ พี่ชื่ออะไรครับ...

...บอกไป คุณก็ไม่จำ... ...นี้ (มือชี้) จำนี้ สะพานลอย ฉันอยู่ทุกวันล่ะ...

...อ้อ พี่สะพานลอย ขอบใจครับ..

ความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังหมดไป ความสนุกเข้ามาแทน สนุกที่พี่ใจดี บอกให้จำสะพานลอย
เรื่องง่ายๆ คิดง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เราจำแกได้ ตลอดชีวิต เมื่อผ่านสะพานลอยนี้

ยกรถขึ้นสะพานลอย ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องช่วยกัน รถจักรยานรุ่นใหม่จะเบา แต่สัมภาระหนักกว่าตัวรถ
ทุลักทุเลพอสมควร แต่สนุกดี ได้พักไปในตัว ลมเย็นๆ มาพร้อมกับกลิ่นหอมๆของเกลือ

เป็นกลิ่นนาเกลือ ที่หอมแบบที่มันเป็น แต่ก่อนขับรถมากลับไม่ชอบกลิ่นนี้ไม่เคยแม้แต่จะแวะซื้อเกลือ 
คือ อยากไปให้มันเร็วๆ รีบๆไปให้พ้น....มันเป็นความสุขที่ถูกละเลย

เราคิดกันใหม่ว่า เราจะไปช้าๆไม่ต้องรีบ สองข้างทาง คือนาเกลือ คือพื้นที่ว่างๆ

สูดหายใจให้เต็มปอด ....ปั่นมาได้ สักสิบกิโล เจอศาลาข้างทาง พักสักครู่ดีกว่า


ศาลา (ลาดใหญ่ สมุทรสงคราม)

เราหยิบกล้วยน้ำว้า อาหารว่างสำหรับนักปั่นออกมา แบ่งกัน... สักพักก็มีเพื่อนร่วมชายคาศาลา มาหลบแดดกล้าหน้าร้อนเดือนเมษา

พี่ขี่มอไซค์รับจ้าง มาก่อน ทักทายเราทันที.. มาแต่ไหนครับนี้...


มาเที่ยวครับพี่ ...ขอถามทางหน่อยครับ พวกเราจะไปอัมพวา ไปยังไงถึงจะใกล้ครับ...

...โน้นทางใหญ่ปกติ ดีแล้ว เข้าไปในหมู่บ้าน มันมี ทางแยก ทางซอยเยอะ แล้วมัน..อู้..ลม (ภาษาโบราญ) ปั่นแล้วจะช้า

...ปั่นเที่ยวเนี้ยดี น้ำมันแพง ประหยัดดี เออ แล้วข้าวสมัครมันแพง เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยเจอ... พี่เขาว่าไปเรื่อยๆ

เราคุยกันนาน จนพี่อีกคนมาสมทบ เป็นคนดายหญ้า คนนี้คุยสนุก อารมณ์ดีสุภาพ

แต่ดื่มเหล้าขาวไป พร้อมๆกับมวนใบจาก

...เอาเงินที่ไหนมากินเหล้าครับพี่... ...ดายหญ้า สามวันร้อย เดือนหนึงกินที เหม็นมั้ย ผม หลบๆหน่อย... 

...ตามสบายครับพี่ มันอู้ลม... ๕๕๕๕ พวกเราหัวเราะพร้อมกัน

...ตกลงได้เดือนละพัน แล้วอยู่ได้หรือครับพี่... เราถามต่อ

...โอ้ย!!..เหลือ มากินเหล้าขาว นี่ไง ตัวคนเดียว ลูกเมียไม่มี...สบายเดี๋ยวก็ตายแล้ว..

เรายิ้ม ชอบใจในคำตอบ เรียบๆซื่อๆ 

ถ้าไม่ได้ขี่จักรยานมา จะได้ยินได้ฟังปรัชญาคนดายหญ้าหรือ?? 



..ถ้าไม่เหลือไม่กิน(เหล้า) ไม่ขอใคร คนเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน เดี๋ยวก็ตายแล้ว..

ใครพูดไม่จำ แต่พี่ดายหญ้าพูดเราจำ

มนุษย์ มีศักดิ์มีศรี เคารพตัวเอง รู้จักพอ ไม่เบียดเบียนคนอื่น 

แก่บอกอะไรกับเราอีกมากมาย เราใจฉ่ำชื่น เหมือนมีน้ำเย็นๆ มาประโลมใจ



เราปั่นจักรยานตรงมาอีกประมาณ ๒ กิโลเมตร ก็ถึงทางแยกแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าแม่กลอง ทั้งสองข้างทางมีคนเล่นน้ำตลอดทางบางคนก็มีปืน ฉีดน้ำ มีขัน มีถัง บางคนก็ขับมอเตอร์ไซด์ บางคนก็นั่งหลังกระบะ มีทั้งคนเมาและคนไม่เมา  ครูแหลมโบกมือขอทางมาตลอดทางก็เลยทำให้เราไม่เปียกน้ำกันสักคน ตามแผนที่เราต้องผ่านวัดบางน้อย วัดบางใหญ่ ตลาดน้ำ และร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด 

พอผ่านจุดต่างตามที่แผนที่กำหนดก็รู้สึกตื่นเต้นมากๆ เพราะใกล้ถึงแล้ว 


และในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทาง บ้านสวนพวงทอง 

บ้านพักโฮมสเตย์ 

บ้านทรงไทยประยุกต์ ที่มีคุณลุงปัญญา และคุณป้าแดงผู้ใจดีเป็นผู้ดูแลอยู่

และในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางของวันแรก บ้านสวนพวงทอง 

 เราปั่่นมาช้ามาก ๑๒-๑๕ กม./ชม. ถนนเปียกและลื่น ตลอด ๑๐ กิโล จนถึงทางเลี้ยวซ้าย

เข้าซอยบ้านสวนพวงทอง บ้านพักโฮมสเตย์ ของป้าแดง และลุงปํญญา สองตายาย

ผู้น่ารัก และเอื้ออารี พอเราปั่นไปเข้าเขตตัวบ้าน หมาสี่ห้าตัว เห่าทักทายเสียงขรม

...สวัสดีค่ะเชิญๆ เปียกหรือเปล่าค่ะ มาถูกได้ไงป้าเป็นห่วงอยู่ กลัวอาจารย์หลงทาง...

ป้าแดงส่งเสียงทักทาย แล้วเข้าครัว ไปทำกับข้าวต่อ 





ลุงปัญญามาพอดี ...เชิญครับอาจารย์ ไปนั่งศาลา พักให้หายเหนื่อยก่อน...

พอสิ้นเสียงลุง หมาทุกตัวก็เงียบเสียง เหมือนรู้ว่าเรามาไกลและเหนื่อยมาก

























เรามาถึงที่บ้านสวนประมาณเกือบ ๕ โมงเย็น 

เหนื่อยและปวดเมื้อยตามตัวโดยเฉพาะก้น มันระบม เวลาปั่นจะไม่รู้สึก แต่ลงจากรถ..

...อูย...ย ขาสั่น...น 

แต่เมื่อเรามองไปรอบๆบ้าน เงียบ สงบ ร่มรื่น โอ้เริ่มปวดลืมเมื่อย

เดินตามลุง ไปที่ศาลาริมคลอง ก้าวเข้าไปในตัวบ้าน ประทับใจกับพื้นไม้สักทอง

แผ่นใหญ่ๆยาวๆ เงาวับ และสะอาดมากไม่มีเม็ดฝุ่นเลย...




ลุงปัญญา เป็นคนเช็ดกวาดถู ป้าแดงทำกับข้าวซักผ้า ลูกหลานมาเยี่ยมบ้างเป็นระยะ



ดีจริงๆ มีแบบนี้ ด้วยหรือ เรามองหน้ากัน ความเหน็ดเหนื่อยหายไปเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว

มารู้สึกตัวอีกที่ มานั่งที่บันไดศาลาริมคลองแล้ว น้ำในคลองไหลเรื่อยๆ ไปที่ราชบุรี


น้ำกำลังลง ...เงียบ จนได้เย็นเสียงความคิดตัวเอง ....

......ชีวิตที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรมาแล้วบ้าง เราอยู่แบบ ทะเยอทะยาน 

มุ่งสู่ความร่ำรวยและมั่งคั่ง เพียงแต่คิด เพื่อให้ได้มา ซึ่งความสุข อยากมีอยากได้

คิดว่าความร่ำรวยจะนำมาเพื่อความสุข ...นี่ไงละ ตรงหน้านี้ไงละ นะจุดนี้ไง ลุงกับป้า

บ้านเก่าอายุร่วมร้อยปี ต้นไม้ ลำคลอง ความสุขง่ายๆ เรียบๆ แต่อิ่มอกอิ่มใจทุกครั้ง

ที่คิดถึง ...อาจารย์ครับ อาบน้ำอาบท่าเสียก่อน จะทานข้าวดีมั้ยครับ... เสียงลุงร้องบอก
สักพัก มีผู้ชายสองคน มาดำๆงมๆ ที่ริมคลอง ...งมหาอะไรครับพี่...

...งมกุ้งครับ ตัวใหญ่ๆ.. พี่คนหนึ่งตอบ พร้อมกับชู กุ้งแม่น้ำที่จับได้ ตัวใหญ่จริงๆ



เราไปอาบน้ำให้ สบายเนื้อตัว ที่ทรมาน มาร้อยกว่าโล ลุงปัญญาจัดสำรับเรียบร้อย

กลิ่นหอมน่าทาน อาหารเรียบง่ายๆ ที่เราเคยได้กินกันเป็นประจำ .

..แต่มื้อนี้พิเศษกว่า ทุกครั้ง เราอิ่ม...อร่อย เราเอม...ความสุข

ที่ได้เห็นชีวิตของลุงและป้า มีความสุขจริงๆ





เราเข้านอนแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้เช้าต้องออกแรงปั่นอีกไกล.......ก่อนนอนหลับตา ได้ยิน

ครูแป๋ม คุยกับลุง-ป้า ว่า ...ดูๆไปแล้วลุงกับป้า ก็มีพอกิน พอใช้ ทำแบบนี้ทำไม่ค่ะ...

...ก็ให้ลูกหลาน ได้มารู้มาเห็น ไม่เหงาด้วย บ้านเก่าๆคนแก่ๆ เขาอยู่กันได้ยังไง

บ้านนี้ร้อยกว่าปีแล้วนะ.... เสียงป้าแดงตอบ

อากาศเย็นสบาย หลับได้รวดเดียว ......ได้ยินเสียงกวาดใบไม้ แสดงว่าลุงตื่นแล้ว

ตั้งแต่ฟ้ายังไม่แจ้ง เราทยอยกันตื่น มานั่งริมศาลา 



สักพักมีชาวสวน พายเรือผ่านเข้าออก ตลอดเวลา หลายสิบลำ ทุกคนคุยกันเงียบๆ 

ลมพัดเรียบๆ สงบเย็นสบาย อากาศดี มีป้าคนหนึ่งตะโกนถามว่า ...ยายแดงอยู่มั้ย..

...อยู่ในครัว ครับ... เราตอบ

...เออ ช่วยบอกแดงที่ ว่าตัดกล้วยที่เอนไปในคลองให้นะ... พระบิณฑบาตรไม่สะดวก

ครับๆ ดีจังเลย ชวยกันดูแล แม้จะไม่ใช่ของตัวเอง

ก่อนนอนป้าแดงถามว่าตอนเช้าจะรับอะไร เราบอกว่า เอากับข้าวที่เหลือตอนเย็น

นั้นแหละครับ ...ง่ายดีพวกครูเนี้ยไม่เรื่องมาก...ชุดก่อนบางคน ขนมปังไข่ดาว ข้ามต้มทะเล....




แล้วป้าแดงก็เจียวไข่ กับ ผัดพริกขิง มาให้อีก ในมื้อเช้า ที่แสนอร่อยอิ่ม

พร้อมๆกับความสุขยามเช้าที่บ้านสวนพวงทอง


เราลา...ป้าแดง และลุงปัญญา ไม่วายรบเร้า ขอถ่ายรูป ไว้ด้วย แล้วจะมาใหม่ครับ

ความสุขที่เรียบง่าย ใกล้ๆกรุงเทพ อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไป